12 ทักษะเด็กไทยในอนาคต

วันพุธที่ 20 มีนาคม 2556 เวลา 17:30 น.

วันนี้(20มี.ค.) ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช  ทองโรจน์  ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฎิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เปิดเผยว่า  เมื่อเร็ว ๆนี้   คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรฯ ได้สรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างทักษะของเด็กไทยในอนาคตที่อยากเห็นจากหลัก สูตรการศึกษาไทย  เพื่ือใช้เป็นแนวทางในการยกร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ที่กำหนดโครงสร้างหลักสูตร เนื้อหาด้านวิชาการ กระบวนการเรียนการสอน และกิจกรรมประกอบหลักสูตร   ทั้งนี้ทักษะที่กำหนดในร่างดังกล่าวมาจากการดึงสิ่งที่หลายคนต้องการอยากจะ เห็นในเด็กศตวรรษที่ 21 และเป็นสิ่งที่เด็กไทยยังขาดอยู่ อย่างไรก็ตามจากนี้คณะกรรมการปฎิรูปหลักสูตรฯจะนำร่างนี้เผยแพร่ไปยังสื่อ ต่าง ๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  และจะนำมารวบรวมสรุปเป็นร่างที่สมบูรณ์ต่อไป
ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับทักษะของเด็กไทยที่อยากเห็นมี 12 ทักษะ ได้แก่
1.ทักษะในการเรียนรู้ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สามารถหาความรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต
2. มีกระบวนการคิดแบบพิเคราะห์
3.มีความคิดและความสามารถในการสร้างสรรค์
4. มีความสามารถในการเผชิญปัญหา หาแนวทางและดำเนินการแก้ไขปัญหา
5.มีความสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการดำรงชีวิตในยุคใหม่
6.มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
7.มีความสามารถในการสื่อสาร ถ่ายทอดความคิด ความรู้ และสร้างความเข้าใจ
8.มีสำนึกความรับผิดชอบต่อทั้งตนเองและสังคม
9.มีทักษะในการครองสติ เสริมสร้างจิตปัญญาและความดี
10.มีทักษะความเป็นไทย ซึ่งสามารถใช้ดำรงตนในโลกยุคใหม่
11.มีทักษะประชาธิปไตย เคารพความคิดและความเห็นที่แตกต่าง และสามารถบริหารความขัดแย้ง
และ12. มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ มีความเป็นผู้ประกอบการและการมีอาชีพที่มีคุณภาพ

ขอขอบคุณ ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์

ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนโรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนต่อ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ภาพในอดีต เมื่อ ปี 2550 ได้นำนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันคิดเลขเร็ว ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

ตอนนั้นนางสาวยุวภา คุณาพิพัฒน์ (ขวามือสุด) กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

นางสาวขวัญวงศ์ (แนน) กิจปกรณ์สันติ (ซ้ายมือสุด) กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ

นางสาวอรทัย (ฟ้า) ลี่ดำรงวัฒนากุล (คนที่ 2 นับจากด้านขาวมือ) กำลังถือกระเป๋า ได้ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ความสำเร็จในปัจจุบันนี้
ปี 2554 นางสาวยุวภา คุณาพิพัฒน์ สอบได้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปี 2555 นางสาวขวัญวงศ์ กิจปกรณ์สันติ ได้รับทุน ทุน 1 ทุน 1 อำเภอ ของรัฐบาล ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน

และปี 2556 นางสาวอรทัย ลี่ดำรงวัฒนากุล สอบได้คณะเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

ซึ่งนี้เป็นตัวอย่างที่น่าภาคภูมิใจส่วนหนึ่งของนักเรียนโรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ จังหวัดตรัง โรงเรียนดี ประจำตำบล ที่ประสบความสำเร็จ
และเป็นสิ่งที่การันตีได้ถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

DSC02485

มอบรางวัล (20)

เทคนิคง่ายๆ ในการแก้อสมการ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครูเอได้ไปเยี่ยมอาจารย์ธนูชัย ภูอุดม อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อาจารย์ธนูชัยเป็นอาจารย์ที่สอนครูเอสมัยปริญญาตรี และปริญญาโท ทั้งครูเอยังได้เชิญอาจารย์เป็นที่ปรึกษาโครงงานจบส่ง สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ตามโครงการของ สควค. (โครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) สมัยปริญญาตรี และได้เรียนเชิญอาจารย์เป็นกรรมการปริญญานิพนธ์สมัยเรียนปริญญาโท อาจารย์ธนูชัยเป็นอาจารย์ที่มีความสามารถมากท่านหนึ่ง ท่านอ่านมากและชอบติดค้นเทคนิควิธีการเกี่ยวกับคณิตศาสตร์มากมาย อาจารย์เคยได้ทำงานของสมาคมคณิตศาสตร์อห่งประเทศไทยและทำงานเกี่ยวกับตำราเรียนมาไม่น้อย และอาจารย์ธนูชัยและอ.เมตต์ แย้มวงษ์ (ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เกษียณอายุราชการแล้ว) ยังเป็นผู้เริ่มใช้โปรแกรม C.A.R. (Compass and Ruler) (Free software ที่มีลักษณะคล้ายกับโปรแกรม GSP : The Geomerter’s SketchPad ที่ สสวท. ส่งเสริมให้ใช้) โปรแกรม C.A.R. ซึ่งสร้างขึ้นโดย René Grothmann นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งครูเอก็นำมาใช้ในปริญญานิพนธ์ของครูเอเช่นกัน

หลังจากที่เรียนจบแล้วเมื่อได้ไปเยี่ยมอาจารย์ธนูชัย ท่านจะมีเกร็ดความรู้และเทคนิคเกี่ยวกับคณิตศาสตร์มาเล่าให้ฟังเสมอ และวันนี้อาจารย์ท่านมาเทคนิคง่ายๆ ในการแก้อสมการที่เป็นพหุนาม

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ถ้าเป็นสมการ (x-2)(x-3)(x-4) = 0 คำตอบก็คือ x = 2 , 3 , 4 ซึ่งไม่ยาก

แต่ถ้าเป็นอสมการ เช่น (x-2)(x-3)(x-4) < 0 เราก็ต้องพิจารณาช่วง ซึ่งแบบเดิมจะท่องกันว่า “บวก ลบ บวก” เป็นต้น แต่ถ้าเจอโจทย์ที่ยกกำลัง (x-2)(x-3)^{2}(x-4)
เช่น ก็จะจำเงื่อนไขกันไม่ได้ว่า ช่วงไหนเป็นลบหรือเป็นบวก

เทคนิคของอาจารย์คือ

1. อาจารย์บอกว่าพหุนามเป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง กราฟจะขึ้นและลงผ่านจุดที่ทำให้สมการเป็นศูนย์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นอันดับแรกให้ลงจุดที่ทำให้สมการเป็นศูนย์ก่อน

2. ช่วงที่มากกว่าจุดที่ทำให้สมการเป็นศูนย์ที่มาีค่ามากที่สุด (ในโจทย์ข้อนี้คือ 4) จะทำให้กราฟเป็นบวกเสมอ เพราะฉะนั้นให้เราวาดเส้นโค้งเหนือแกน (แกน X) …คลิกที่รูปจะเห็นภาพเคลื่อนไหวการวาดกราฟค่ะ…

รูปภาพ

จากนั้นเราก็วาดเส้นโค้งล่าง สลับกับบนต่อไป ดังรูป ซึ่งโจทย์ข้อนี้ถามหาช่วงที่ทำให้ (x-2)(x-3)(x-4) < 0 เราจึงตอบช่วงที่วาดเส้นโค้งใต้แกนนั่นคือ ตอบ (-\infty,2)\cup (3,4) นั่นเอง

3. แต่ถ้าสมการมียกกำลังที่เป็นเลขคู่ แทนที่เราจะลากเส้นจากบนลงล่าง หรือจากล่างไปบน ก็ให้เราทำดังนี้คือ จากบนก็วกกลับไปบนต่อ หรือ จากล่างก็จะวกกลับไปล่างต่อ (ในโจทย์ข้อนี้ ตรง (x-4) มีการยกกำลังสอง ดังนั้นที่จุด x = 4 เรามาจากบนก็จะวกกลับไปบนต่อ ไม่ใช้การสลับบนล่างตามปกติ)

รูปภาพ

หรือโจทย์ข้อนี้ ตรง (x-3) มีการยกกำลังสอง ดังนั้นที่จุด x = 3 เรามาจากล่างก็จะวกกลับไปล่างต่อ

รูปภาพ

หรือแม้แต่จะยกกำลังหลายที่ก็ใช้หลักการเดียวกันเช่นโจทย์ข้อต่อไปนี้

รูปภาพ

4. แต่ถ้ายกกำลังเลขคี่ใดๆ จะใช้การสลับบนล่างตามปกติ (ไม่ต้องวกกลับ)

5. ถ้าเป็น (x+5) ให้เราเปลี่ยนรูปเป็นการลบนั่นคือ (x-(-5)) แล้วลงจุดที่ x = -5 จากนั้นจึงดำเินินการตามปกติ

ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นพหุนามดีกรีใดๆ (คือจะแยกตัวประกอบได้กี่วงเล็บก็สามารถใช้หลักการนี้ได้)

ลองทำโจทย์ดูนะคะแล้วค่อยดูเฉลย

ข้อหนึ่ง (x-2)(x-3)^{3}(x-4)

ข้อสอง (x-2)^{5}(x-3)^{3}(x-4)

ข้อสาม (x-2)^{4}(x-3)^{3}(x-4)

ข้อสี่ (x-1)(x-2)(x-5)(x-9)

ข้อห้า (x-1)(x-2)(x-5)^{2}(x-9)

ข้อหก (x+1)(x-2)(x-8)

ขอให้มีความสุขกับคณิตศาสตร์นะคะ

เฉลยข้อหนึ่ง คลิกที่ภาพเพื่อแสดงผลลัพธ์

รูปภาพ

เฉลยข้อสอง คลิกที่ภาพเพื่อแสดงผลลัพธ์

รูปภาพ

เฉลยข้อสาม คลิกที่ภาพเพื่อแสดงผลลัพธ์

รูปภาพ

เฉลยข้อสี่ คลิกที่ภาพเพื่อแสดงผลลัพธ์

รูปภาพ

เฉลยข้อห้า คลิกที่ภาพเพื่อแสดงผลลัพธ์

รูปภาพ

เฉลยข้อหก คลิกที่ภาพเพื่อแสดงผลลัพธ์

รูปภาพ

การเขียนสมการทางคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ ลงใน blog

สำหรับการเขียน blog ที่มีสมการทางคณิตศาสตร์ ถ้าเราไปดูตามแหล่งต่างๆ จะพบว่ามีคำแนะนำที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเราพอสมควรเลย คือผมมองว่ามันเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคทางคอมพิวเตอร์เยอะพอสมควรเลย ซึ่งผมก็เป็นคนนึงที่อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจมันซักเท่าไหร่

ผมขอแนะนำวิธีเขียนที่คิดว่าน่าจะง่ายๆ ไม่ต้องไปปวดหัวกับเรื่องทางด้านเทคนิคมากนัก โดยการเขียน blog ผ่าน WordPress ดังนี้

เริ่มต้นให้เราสมัครสมาชิกที่เว็บของ WordPress ที่

http://wordpress.com

การสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากครับ

พอเราสมัครเสร็จก็จะสามารถสร้าง blog ของตัวเองได้ โดยคลิกเลือกไปที่ New Post

ทำการตั้งชื่อ blog ลงไป

หลังจากนั้น ถ้าเราต้องการ post ข้อความที่มีสมการคณิตศาสตร์
ถ้าจะเอาให้ง่ายให้ไปทีเว็บไซต์

http://www.codecogs.com/latex/eqneditor.php

แล้วกรอกสมการทางคณิตศาตร์ที่เราต้องการลงไป

แล้วตรง textbox ตรงข้างล่างเลือกให้เป็น WordPress มันจะทำการแปลงโค้ดของสมการเป็นโค้ดของ WordPress หลังจากนั้น copy โค้ดลงไปใน blog ของเรา

จะได้ผลลัพธ์ดังรูป

ขอขอบคุณที่มา: http://preecha11th.wordpress.com

บทแผ่เมตตา

บทแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา:
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ:
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ:
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ:
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ:
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้น จากทุกข์ภัย ทั้งสิ้นเถิด.

สวดมนต์ทำนองสรภัญญะจาก youtube

สวดมนต์ทำนองสรภัญญะ

๑.บทสวดบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา  พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สะหวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม            ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโนภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ    สังฆังนะมามิ (กราบ)

๒.บทสวดนมัสการ

(นำ) นะโมตัสสะ ภะคะวะโต(รับ) อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ      (๓ จบ)

๓. บทสวดพระพุทธคุณ

(นำ) อิติปิโสภะคะวา(รับ) อะระหังสัมมา  สัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ, สัตถาเทวะมะนุสสานัง,พุทโธภะคะวาติ

๔.บทสวดพระพุทธคุณทำนองสรภัญญะ

(นำ) องค์ใดพระสัมพุทธ       (รับ) สุวิสุทธสันดาน

ตัดมูลกเลสมาร                 บ มิหม่นมิหมองมัว

หนึ่งในพระทัยท่าน             ก็เบิกบานคือดอกบัว

ราคี บ พันพัว                   สุวคนธกำจร

องค์ใดประกอบด้วย            พระกรุณาดังสาคร

โปรดหมู่ประชากร              มละโอฆกันดาร

ชี้ทางบรรเทาทุกข์              และชี้สุขเกษมศานต์

ชี้ทางพระนฤพาน              อันพ้นโศกวิโยคภัย

พร้อมเบญจพิธจัก-             ษุจรัสวิมลใส            

เห็นเหตุที่ใกล้ไกล              ก็เจนจบประจักษ์จริง

กำจัดน้ำใจหยาบ               สันดานบาปแห่งชายหญิง

สัตว์โลกได้พึ่งพิง                มละบาปบำเพ็ญบุญ

ข้าขอประนตน้อม              ศิระเกล้าบังคมคุณ

สัมพุทธการุญ-                  ญ ภาพนั้นนิรันดร(กราบ)

๕.บทสวดพระธรรมคุณ

(นำ) สะหวากขาโต  (รับ) ภะคะวะตาธัมโม  สันทิฏฐิโก  อะกาลิโก  เอหิปัสสิโก  โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง  เวทิตัพโพ วิญญูหีติ

๖.บทสวดพระธรรมคุณทำนองสรภัญญะ

(นำ) ธรรมะคือคุณากร        (รับ) ส่วนชอบสาธร

ดุจดวงประทีปชัชวาล

แห่งองค์พระศาสดาจารย์            ส่องสัตว์สันดาน

สว่างกระจ่างใจมล

ธรรมใดนับโดยมรรคผล             เป็นแปดพึงยล

และเก้ากับทั้งนฤพาน

สมญาโลกอุดรพิสดาร                อันลึกโอฬาร

พิสุทธิ์พิเศษสุกใส

อีกธรรมต้นทางครรไล               นามขนานขานไข

ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง

คือทางดำเนินดุจคลอง               อันล่วงลุปอง

ยังโลกอุดรโดยตรง

ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์                นบธรรมจำนง

ด้วยจิตและกายวาจา

(กราบ)

 

๗.บทสวดพระสังฆคุณ

(นำ)สุปฏิปันโน   (รับ) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ   อุชุปะฏิปันโนภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ  อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา            เอสะภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ  อาหุเนยโย    ปาหุเนยโย  ทักขิเนยโย อัญชลี กะระณีโย  อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

๘. บทสวดพระสังฆคุณทำนองสรภัญญะ

(นำ) สงฆ์ใดสาวกศาสดา              (รับ) รับปฏิบัติมา

แต่องค์สมเด็จภัควันต์

เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร-             ลุทางที่อัน

ระงับและดับทุกข์ภัย

โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร              ปัญญาผ่องใส

สะอาดและปราศมัวหมอง

เหินห่างทางข้าศึกปอง               บ มิลำพอง

ด้วยกายและวาจาใจ

เป็นเนื้อนาบุญอันไพ-                 ศาลแด่โลกัย

และเกิดพิบูลย์พูนผล

สมญาเอารสทศพล                   มีคุณอนนต์

อเนกจะนับเหลือตรา

ข้าขอนบหมู่พระศรา-                พกทรงคุณา

นุคุณประดุจรำพัน

ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์               พระไตรรัตน์อัน

อุดมดิเรกนิรัติศัย

ขอจงขจัดโภยภัย                     อันตรายใดใด

จงดับและกลับเสื่อมสูญ             (กราบ)

๙.บทสวดชัยสิทธิคาถา

(นำ พาหุง  (รับ) สะหัสสะมะภินิม มิตะสาวุธันตัง           

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวามุนินโท

ตันเตชะสาภะวะตุเต ชะยะสิทธินิจจัง

๑๐. บทสวดชัยสิทธิคาถาทำนองสรภัญญะ

(นำ) ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท- (รับ)ธะวิสุทธะศาสดา

ตรัสรู้อะนุตตะระสะมา-                     ธิ ณ โพธิบัลลังค์

ขุนมารสะหัสสะพาหุพา-                    หุวิชาวิชิตขลัง

ขี่คีริเมขละประทัง                           คะชะเหี้ยมกระเหิมหาญ

แสร้งเสกสะราวุธะประดิษฐ์                กะละคิดจะรอนราญ

รุมพลพะหลพะยุหะปาน                    พระสมุททะนองมา    

หวังเพื่อผจญวะระมุนิน-                    ทะสุชินะราชา

พระปราบพะหลพะยุหะมา                 ระมะเลืองมลายสูญ

ด้วยเดชะองค์พระทศพล                   สุวิมละไพบูลย์

ทานาทิธัมมะวิธิกูล                          ชนะน้อมมะโนตาม

ด้วยเดชะสัจจะวัจนา                        และนะมามิองค์สาม

ขอจงนิกรพละสยาม                         ชะยะสิทธิทุกวาร

ถึงแม้จะมีอะริวิเศษ                         พละเดชะเทียมมาร

ขอไทยผจญพิชิตะผลาญ                   อะริแม้นมุนินทร

(กราบ  ๓ ครั้ง)

ที่มา: เว็บไซต์ OKnationblog

มาเรียนรู้หลักไตรลักษณ์ และ ไตรสิกขา

ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ 3 ประการ หมายถึงสามัญลักษณะ คือ กฎธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง อันได้แก่ อนิจจลักษณะ ความไม่เที่ยง ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา, ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ คือ มีความบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป, และ อนัตตลักษณะ ความที่ทุกสิ่งไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามต้องการได้ เช่น ไม่สามารถบังคับให้ชีวิตยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป ไม่สามารถบังคับจิตใจให้เป็นไปตามปรารถนา

รูปภาพ

พุทธทาสภิกขุ (2535 : 70-93) กล่าวว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหลปรารถนาหรือน่ายึดถือ หากใครเข้าไปยึดมั่นด้วยอุปาทานทั้ง 4 ด้วยอำนาจของอวิชชา ก็จะเกิดความทุกข์ พระพุทธองค์ทรงสอนให้หลุดพ้นจากอำนาจนั้น โดยใช้หลักไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล สมาธิและปัญญา สำหรับแนวทางของไตรสิกขานั้นถ้าจะจัดจำแนกให้เข้าใจง่ายก็ด้วยการจัดองค์มรรค (ทางดับทุกข์) เข้าในไตรสิกขา ดังนี้

 

ไตรสิกขา มรรค โอวาทปาติโมกข์
ศีล สัมมากัมมันตะ

สัมมาวาจา

สัมมาอาชีวะ

  • การไม่ทำความชั่วทั้งปวง โดยระวังรักษากิริยา วาจา
  •  ไม่ให้ไปกระทบกระทั่ง สร้างความรำคาญให้ผู้หนึ่งผู้ใด
  • และ ดำรงชีพอยู่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต
สมาธิ สัมมาวายามะ

สัมมาสติ

สัมมาสมาธิ

  • ทำความดีให้ถึงพร้อม โดยเพียรรักษาศีลที่มีอยู่แล้ว
  •  ให้คงอยู่ และใช้สติ สมาธิ ระวังรักษาใจ
  •  ระวังรักษากายไม่ให้ตกออกไปจากกรอบของศีลธรรม
ปัญญา สัมมาทิฏฐิ

สัมมาสังกัปปะ

  • จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส เพราะมีศีลมีสมาธิ เมื่อจะพูด
  • จะทำอะไร ก็คิดพิจารณาถึงความถูกต้อง มีเหตุผล
  • ยึดมั่นในหลักของศีลธรรม มีวิจารณญาณ

การเปรียบเทียบองค์ธรรมในไตรสิกขา กับ มรรค 8 แสดงให้เห็นว่า ศีล สมาธิ และ ปัญญา อันเป็นองค์ธรรมในไตรสิกขานั้น เป็นเรื่องเดียวกันกับ องค์มรรค ในอริยสัจ ดังนั้น มนุษย์ที่ได้รับการฝึกฝนอบรม ตามหลักไตรสิกขา ก็จะมีชีวิตที่ดี ชีวิตที่ประเสริฐ มีความเจริญงอกงามก้าวไปใน มรรค คือ วิถีทางแห่งการดับทุกข์

รูปภาพ

ที่มา : วิกิพีเดีย และ เว็บรายวิชาหลักธรรมกับชีวิต