คลังเก็บ

ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนโรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนต่อ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ภาพในอดีต เมื่อ ปี 2550 ได้นำนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันคิดเลขเร็ว ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

ตอนนั้นนางสาวยุวภา คุณาพิพัฒน์ (ขวามือสุด) กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

นางสาวขวัญวงศ์ (แนน) กิจปกรณ์สันติ (ซ้ายมือสุด) กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ

นางสาวอรทัย (ฟ้า) ลี่ดำรงวัฒนากุล (คนที่ 2 นับจากด้านขาวมือ) กำลังถือกระเป๋า ได้ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ความสำเร็จในปัจจุบันนี้
ปี 2554 นางสาวยุวภา คุณาพิพัฒน์ สอบได้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปี 2555 นางสาวขวัญวงศ์ กิจปกรณ์สันติ ได้รับทุน ทุน 1 ทุน 1 อำเภอ ของรัฐบาล ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน

และปี 2556 นางสาวอรทัย ลี่ดำรงวัฒนากุล สอบได้คณะเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

ซึ่งนี้เป็นตัวอย่างที่น่าภาคภูมิใจส่วนหนึ่งของนักเรียนโรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ จังหวัดตรัง โรงเรียนดี ประจำตำบล ที่ประสบความสำเร็จ
และเป็นสิ่งที่การันตีได้ถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

DSC02485

มอบรางวัล (20)

โฆษณา

ตราสัญลักษณ์ ดอกไม้ และสีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ตรา

  • มหาพิชัยมงกุฏ คือ ศิราภรณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญแสดงว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์
  • จักรกับตรีศูล คือ ตราเครื่องหมายประจำราชวงศ์จักรี
  • ม.อ. คือ อักษรย่อพระนามเดิมสมเด็จพระบรมราชชนก เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช
  • สงขลานครินทร์ คือ พระอิสริยยศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมในพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองสงขลา เสมือนทรงเป็นเจ้าแห่งนครสงขลา เมื่อ พ.ศ. 2446

ดอกไม้

คือ ดอกศรีตรัง (Jacaranda filicifolia (Anders) D.Don)

สี

คือ สีน้ำเงิน (blue)

หมายเหตุ มักมีผู้เขียนตัวย่อของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ผิดอยู่เสมอ ๆ เป็น มอ. แท้ที่จริงแล้วที่ถูกต้อง คือ ม.อ. เมื่อรู้แล้วเราช่วยกันเขียนให้ถูกต้องกันนะครับ

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ สิบกลวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2552 17:11 น.

จากพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่” ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตอนที่ทรงเล่าถึงวิธีการซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใช้อบรมพระราชโอรส และพระราชธิดานั้น ได้สะท้อนถึงกลวิธีสร้างนิสัยรักการอ่านในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อันเปี่ยมไปด้วยศาสตร์และศิลป์ โดยอาจสังเคราะห์ออกเป็น 10 วิธีการ เพื่อที่พสกนิกรจักน้อมนำไปปรับใช้สร้างเสริมนิสัยรักการอ่านในครอบครัวของ ตนได้ ดังนี้

“…พอค่ำลงเราก็ขึ้นมารับประทานอาหาร ตอนอาหารนี้ถ้าว่างพระราชกิจ สมเด็จแม่มักจะอยู่ด้วย ประการแรก ท่านจะได้ดูว่ารับประทานที่มีคุณค่าทางอาหารพอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะและประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุด คือ ท่านจะเลือกหนังสือดีๆ สนุกๆ มาเล่าให้ฟัง หนังสือที่ท่านเอามาเล่า บางทีก็เป็นนิทานธรรมดาๆ หรือนิทานเรื่องชาดกในพุทธศาสนา บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์,ประวัติบุคคลสำคัญและความรู้รอบตัวอื่นๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ตอนหลังๆ นี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย

นานๆ ทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำ ถ้าตอบถูกมักมีรางวัลเงินสด ๑ บาท เป็นที่ขบขันกันในครอบครัวว่า หนังสือธรรมดาๆ ที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่า มันสนุกตื่นเต้น มีรส มีชาติขึ้นมาทันที

ท่านจะเน้นระบายสี หยิบยกจับความที่น่าสนใจมาเล่า (ทูลหม่อมพ่อยังโปรดฟัง) ทำให้จำง่ายไม่ต้องท่อง เรื่องนี้มีความลับอย่างหนึ่ง (ที่เปิดเผยได้แล้ว) ว่า บางทีข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเพราะเรียนเยอะแยะ ก็อาศัยจำเอาจากสมเด็จแม่เล่า นำมาวิจารณ์เพิ่มเติมแล้วใช้ตอบข้อสอบ หรือเขียนรายงานส่งครูสบายๆ เรื่องนิทานของสมเด็จแม่ มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นคือเรื่องผี แต่ก่อนนี้พี่เลี้ยงไม่ยอมเล่าเรื่องผี พอไปโรงเรียนเพื่อนๆ ก็มาหลอก สมเด็จแม่ท่านว่า ถ้ามานั่งอธิบายว่าผีไม่มีจ้างก็ไม่เชื่อ ท่านจึงสำทับโดยการเล่าเรื่องผีที่น่ากลัวกว่าให้เข็ด

เมื่อตอนเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม ท่านสอนภาษาไทยโดยการอ่านวรรณคดีเรื่องยืนโรงสามเรื่อง คือ พระอภัยมณี, อิเหนา และรามเกียรติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอนตอนที่เพราะๆ เช่น ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่ ฯลฯ

คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็กๆ ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทย ชอบแต่งกลอนตอนเด็กๆ ข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างจะอ่อนและหนีเรียนอยู่เสมอ หลังจากฟังพระบรมราโชวาทของทูลกระหม่อมพ่อเรื่อง “ทำไมคนเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ” แล้ว สมเด็จแม่ก็ค่อยๆ เริ่มสอนศัพท์อังกฤษให้ท่อง ให้อ่านหนังสือตามลำดับยากง่าย จนเดี๋ยวนี้พอจะส่งภาษาฝรั่งมังฆ้องมังค่าได้…”

บางตอนจากพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่” ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วิธีที่ ๑. ใช้เวลาสบายๆ ของครอบครัวเพื่อส่งเสริมการอ่าน
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…พอค่ำลงเราก็ขึ้นมารับประทาน อาหาร ตอนอาหารนี้ถ้าว่างพระราชกิจ สมเด็จแม่มักจะอยู่ด้วย ประการแรก ท่านจะได้ดูว่ารับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารพอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะและประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุด คือ…”

การน้อมนำไปปรับใช้
การสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านเริ่มต้นที่พ่อแม่ พ่อแม่อ่านลูกก็อ่าน พ่อแม่ควรจัดเวลาการอ่านหรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับหนังสือที่ ชัดเจน แทนที่จะดูทีวีกลับเปลี่ยนเป็นพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือในระหว่างมื้ออาหาร พาลูกไปร้านหนังสือหรือห้องสมุดทุกสัปดาห์ การสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านต้องไม่เคร่งเครียด ควรเป็นเรื่องสบายๆ ที่ทุกคนในครอบครัวมีความสุขร่วมกันได้

วิธีที่ ๒. เลือกหนังสือดีที่เด็กสนุก
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”

“…ท่านจะเลือกหนังสือดีๆ สนุกๆ มาเล่าให้ฟัง…”

การน้อมนำไปปรับใช้
หนังสือดีมีคุณภาพที่สนุก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กผูกพันกับหนังสือและการอ่าน เมื่อใดรู้ว่าลูกชอบเรื่องแบบไหน การส่งเสริมให้เกิดการขวนขวายอ่านเองของลูก ก็จะง่ายขึ้น

วิธีที่ ๓. ให้เด็กได้รู้เรื่องราวหลากหลาย จากพหุวัฒนธรรม
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…หนังสือที่ท่านเอามาเล่าบาง ทีก็เป็นหนังสือนิทานธรรมดาๆ หรือนิทานเรื่องชาดกในพุทธศาสนา บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์, ประวัติบุคคลสำคัญหรือความรู้รอบตัวอื่นๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ตอนหลังๆ นี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย…”

การน้อมนำไปปรับใช้
หนังสือหรือเรื่องราวบางแนวอาจไม่สนุกหรือน่าสนใจนักสำหรับเด็กๆ แต่การแนะนำที่มีเสน่ห์โดยพ่อแม่จะขยายขอบฟ้าแห่งการเรียนรู้ของลูกให้กว้าง ไกลและสร้างแรงบันดาลใจที่หลากหลาย ทำให้ลูกมีความรอบรู้ที่กว้างขวาง มีจิตใจที่เปิดรับความแตกต่าง รู้เหตุผลที่มาที่ไปของวัฒนธรรมต่างๆ ในโลกนี้

วิธีที่ ๔. มีกิจกรรมพัฒนาทักษะการคิด
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…นานๆ ทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำ ถ้าตอบถูกมักมีรางวัลเงินสด ๑ บาท…”

การน้อมนำไปปรับใช้
การพัฒนาทักษะการคิดเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ควรทำควบคู่ไปกับการสร้าง เสริมนิสัยรักการอ่าน เพราะในท้ายที่สุด เราหวังว่าเด็กๆ จะใช้ประโยชน์จากการอ่านได้ เด็กๆ ไม่อ่านเพื่อที่จะเชื่อ แต่อ่านเพื่อที่จะคิด ทั้งทักษะการคิดระดับต้น(จำ-เข้าใจ-ประยุกต์ใช้) และทักษะการคิดระดับสูง(วิเคราะห์-สังเคราะห์-ประเมิน) ดังนั้นการจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นการคิดและสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

วิธีที่ ๕. ใช้ทักษะนาฏการในการเล่า
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…เป็นที่ขบขันกันในครอบครัว ว่า หนังสือธรรมดาๆ ที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่า มันสนุกตื่นเต้นมีรสมีชาติขึ้นมาในทันที…”

การน้อมไปปรับใช้
วิธีการแบบนาฏการที่ง่ายที่สุดในการเล่าเรื่องสำหรับเด็กๆ คือ ๑.แยกเสียงบรรยายหรือการเล่าโดยทั่วไป ออกจากเสียงบทสนทนาของตัวละคร ๒.เล่าอย่างมีชีวิตชีวาโดยเห็นภาพพจน์ของสิ่งที่เล่าและภาวะอารมณ์ของตัว ละคร ๓.ออกเสียงชัดเจน ถูกอักขรวิธี แต่ในขณะเดียวกันก็มีลูกเล่นแปลกๆ บ้าง ๔.และที่สำคัญที่สุด มีความสุขในขณะเล่าไปพร้อมกับเด็กๆ

วิธีที่ ๖. ใช้กิจกรรมศิลปะเชื่อมโยงกับการอ่าน
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…ท่านจะเน้นระบายสี…”

การน้อมไปปรับใช้
กิจกรรมศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับหนังสือและการอ่าน นอกจากช่วยพัฒนาสุนทรียภาพในเด็กแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในมิติอื่นๆของเรื่องราว เป็นเสมือนการวิจัยย่อมๆ ที่เด็กๆ กระทำได้อย่างสนุกสนานอีกด้วย กิจกรรมศิลปะมีหลากหลาย อาทิ วาดรูประบายสี (ด้วยเทคนิคต่างๆ – สีเทียน – สีไม้ – สีน้ำ – สีน้ำมัน – สีโปสเตอร์ – สีดิน – สีดอกไม้ – สีพืชผัก) ทำประติมากรรม,ทำหุ่น,ทำละคร,ร้องเพลง

วิธีที่ ๗. สอนให้รู้จักสกัดความรู้และจับใจความสำคัญ
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…หยิบยกจับความที่น่าสนใจขึ้น มาเล่า (ทูลหม่อมพ่อยังโปรดฟัง) ทำให้จำง่ายไม่ต้องท่อง เรื่องนี้มีความลับอย่างหนึ่ง (ซึ่งเปิดเผยได้แล้ว) ว่า บางทีข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเพราะเรียนเยอะแยะ ก็อาศัยจำเอาจากที่สมเด็จแม่เล่า นำมาวิจารณ์เพิ่มเติมแล้วใช้ตอบข้อสอบหรือเขียนรายงานส่งครูสบายๆ…”

การน้อมไปปรับใช้
เมื่ออ่านแล้วต้องสามารถจับใจความสำคัญและสกัดความรู้ไปใช้ประโยชน์ ได้ แรกเริ่มพ่อแม่อาจช่วยสรุป ช่วยสกัดอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยสร้างความคุ้นเคยในระเบียบวิธีการแก่เด็กๆ เป็นปฐม ต่อมาอาจฝึกให้เด็กใช้แผนภูมิ แผนภาพต่างๆ เช่น แผนภาพใยแมงมุม แผนภาพก้างปลา เพื่อหัดจับใจความสำคัญและสกัดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองได้ หลายคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก แต่ที่จริงแล้วไม่ยากเลยหากเด็กได้มีการฝึกฝนทักษะเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

วิธีที่ ๘. ต่อยอดจากประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…เรื่องนิทานของสมเด็จแม่ มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นคือเรื่องผี แต่ก่อนหน้านี้พี่เลี้ยงไม่ยอมเล่าเรื่องผี พอไปโรงเรียนเพื่อนๆ ก็มาหลอก สมเด็จแม่ท่านว่า ถ้ามานั่งอธิบายว่าผีไม่มี จ้างก็ไม่เชื่อ ท่านจึงสำทับโดยการเล่าผีที่น่ากลัวกว่าให้เข็ด…”

การน้อบไปปรับใช้
พ่อแม่ต้องไวในเรื่องการรับรู้และความสนใจของลูก และเป็นฝ่ายช่วงชิงใช้ประโยชน์จากความสนใจที่เกิดขึ้นแล้วนั้นๆ เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้เสริมหรือนำมาใช้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านอย่างต่อ เนื่อง

วิธีที่ ๙. นำเด็กสู่โลกแห่งวรรณคดี
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…เมื่อตอนเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม ท่านสอนภาษาไทยโดยให้อ่านวรรณคดีเรื่องยืนโรงสามเรื่อง คือพระอภัยมณี,อิเหนาและรามเกียรติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอนตอนที่เพราะๆ เช่น ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่ ฯลฯ คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทย ชอบแต่งกลอน…”

วิธีที่ ๑๐. พัฒนาทักษะไพรัชภาษาพาสู่โลกกว้าง
ข้อความในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่”

“…ตอนเด็กๆ ข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างจะอ่อนและหนีเรียนอยู่เสมอ หลังจากฟังพระบรมราโชวาทของทูลกระหม่อมพ่อเรื่อง “ทำไมคนเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ” แล้วสมเด็จแม่ก็ค่อยๆ เริ่มสอนศัพท์ภาษาอังกฤษให้ท่อง ให้อ่านหนังสือตามลำดับยากง่าย จนเดี๋ยวนี้พอจะส่งภาษาฝรั่งมังฆ้องมังค่าได้…”

การน้อมนำไปปรับใช้
การอ่านทำให้รู้จักตนเอง และรู้จักโลก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาทักษะการอ่านไพรัชภาษาในเด็กซึ่งกำลัง เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกทุกวันนี้ ตำราไทยที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศนั้นล่าช้ากว่าเวลาจริงของเอกสารนั้นๆ อยู่หลายปี บางเล่มเป็นสิบปี การที่เด็กเข้าถึงหนังสือต่างประเทศได้ ทำให้ไทยรู้เขารู้เรา สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีสากลมาประสมกับความรู้ไทย เพื่อสร้างสรรค์ประเทศของเราให้จำเริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ขอขอบคุณเว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

บุคคลสำคัญในจังหวัดตรังที่ควรรู้จัก

สำหรับวันนี้ครูหนึ่งก็มีเรื่องมาฝากให้กับนักเรียนและผู้สนใจได้อ่านกันอีกนะครับ
วันนี้ครูหนึ่งได้มีโอกาสไปร่วมพิธีฉลองสัญญาบัตรและพัดยศของท่านพระครูทีฆเขตตาภิรักษ์ (วัชรชัย อภิชาโต) ณ วัดทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง อันเนื่องมาจากวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2555 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ ให้ พระครูสังฆรักษ์วัชรชัย อภิชาโต เจ้าคณะตำบลท่าพญา เจ้าอาวาสวัดทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นโท ที่ “พระครูทีฆเขตตาภิรักษ์”

เจ้าอาวาสวัดทุ่งยาว จังหวัดตรัง (2)

รูป ขบวนสัญญาบัตรและพัดยศ พระครูทีฆเขตตาภิรักษ์ (วัชรชัย อภิชาโต)

เจ้าอาวาสวัดทุ่งยาว จังหวัดตรัง

รูป พระครูทีฆเขตตาภิรักษ์ (วัชรชัย อภิชาโต) มอบของที่ระลึกให้กับผู้ที่มาร่วมแสดงมุุทิตาจิต

ในงานครั้งนี้ ครูหนึ่งได้มีโอกาสได้ถ่ายรูปกับพระเดชพระคุณ พระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง ซึ่งท่านทรงเป็นบุคคลสำคัญในจังหวัดตรังที่ครูหนึ่งอยากให้ทุกคนได้รู้จักและถ้ามีโอกาสพบเจอก็เข้าไปนมัสการพระคุณท่าน

พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปัญฺญาวุโธ)

รูป พระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง

จากการสืบค้นประวัติทาง internet มีข้อมูลดังนี้

นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติแต่งตั้ง พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปัญฺญาวุโธ) วัดกะพังสุรินทร์ อ.เมือง จ.ตรัง เป็น เจ้าคณะใหญ่หนใต้ แทนพระพรหมจริยาจารย์ (สมุท รชตวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ที่ได้มรณภาพลง เมื่อปลายปี 2549 ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้ง พระธรรมรัตนากร เป็นรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ต่อมา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 พระธรรมรัตนากร ได้รับพระราชทานสถาปนา เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระพรหมจริยาจารย์ ทั้งนี้ พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปัญฺญาวุโธ) ได้ทำหน้าที่ในฐานะแห่งนักปกครองที่เอาใจใส่ดูแลความเป็นไปของวัดและ พุทธศาสนิกชนภาคใต้เป็นอย่างดียิ่ง ดังนั้น ที่ประชุมมหาเถรสมาคม จึงได้มีมติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้การบริหารงานด้านศาสนกิจ ในพื้นที่ภาคใต้ไม่เกิดการสะดุด และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ พระพรหมจริยาจารย์ ปัจจุบัน สิริอายุ 85 พรรษา 65 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ และเจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง มีนามเดิมว่า สงัด ลิ่มไทย เกิดเมื่อปี พ.ศ.2471 ที่บ้านหนองไทร ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายเปลี่ยนและนางทองอ่อน ลิ่มไทย พ.ศ.2491 ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดจอมไตร อ.นาโยง จ.ตรัง โดยมีพระครูสังวรโกวิท เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพิบูลธรรมสาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระผุด มหาวีโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ถือเป็นพระเถระอีกรูปหนึ่ง ที่สร้างคุณูปการต่อวงการสงฆ์แห่งแดนใต้และประเทศไทยอย่างเอนกอนันต์ เป็นที่โจษจันเลื่องลือไปไกล ทุ่มแรงกายแรงใจให้งานแบบถวายชีวิต ตั้งอยู่ในศีล ดำรงตนตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนส่งเสริมพระพุทธศาสนาในภาคใต้ของประเทศไทย

ที่มา: เว็บไซต์พระไทยเน็ต

เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เจ้าคณะใหญ่เป็นตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์ที่สูงที่สุด โดยแบ่งเขตการปกครองดังนี้

ฝ่ายมหานิกาย

แบ่งเป็น 4 ตำแหน่ง

  • เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีเขตปกครอง 6 ภาค ได้แก่ ภาค 1,ภาค 2,ภาค 3,ภาค 13,ภาค 14 และภาค 15
  • เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ มีเขตปกครอง 4 ภาค ได้แก่ ภาค 4,ภาค 5,ภาค 6 และภาค 7
  • เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก มีเขตปกครอง 5 ภาค ได้แก่ ภาค 8,ภาค 9,ภาค 10 ภาค 11 และภาค 12
  • เจ้าคณะใหญ่หนใต้ มีเขตปกครอง 3 ภาค ได้แก่ ภาค 16,ภาค 17 และภาค 18

ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

มีตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ 1 ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายทั่วประเทศ

คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่

  • มีพรรษา 30 พรรษาขึ้นไป
  • มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ)

ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ในปัจจุบัน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย

ความเป็นมาของสมณศักดิ์

         ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้จิตวิทยาในการปกครองพระสงฆ์สาวก โดยการยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง ป้องปรามผู้ที่ควรป้องปราม ดังจะเห็นได้จากทรงยกย่องพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวก ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และทรงตั้งเอตทัคคะ กล่าวคือ ทรงยกย่องพระสาวกอีกส่วนหนึ่งว่ามีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังมิได้ถือว่าเป็นสมณศักดิ์เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ ปรินิพพานไปแล้ว เพื่อสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของพระพุทธศาสนา พระประมุขแห่งประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา จึงได้มีการพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์ โดยปรากฏหลักฐานว่ามีการพระราชทานสมณศักดิ์ และพัดยศพร้อมทั้งเครื่องประกอบสมณศักดิ์อื่นๆ ได้รับแบบอย่างมาจากประเทศศรีลังกา   สำหรับประเทศไทยนั้นระบบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ เริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในรัชสมัยพระมหาธรรมราชลิไทย พระองค์ได้ทรงโปรดให้ราชบัณฑิตไปอาราธนาพระมหาสามีสังฆราชมาจากประเทศลังกา เพื่อให้ประกาศพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัย    พระมหาสามีสังฆราชคงจะได้ถวายพระพรให้พระมหาธรรมราชาลิไททรงตั้งสมณศักดิ์ ถวายแด่พระสงฆ์ตามราชประเพณีที่ถือปฏิบัติในประเทศลังกา ระบบสมณศักดิ์ในสมัยสุโขทัยไม่สลับซับซ้อนเพราะมีเพียง 2 ระดับชั้นเท่านั้น คือ พระสังฆราชและพระครู พอมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาระบบสมณศักดิ์ได้รับการปรับให้มีระดับชั้นเพิ่ม ขึ้นเป็น 3 ระดับคือ สมเด็จพระสังฆราช พระสังฆราชคณะหรือพระราชาคณะและพระครู

ชั้นยศสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบัน

 ลำดับพัดยศสมณศักดิ์ ฐานานุกรม เปรียญในงานพระราชพิธี – รัฐพิธี
พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอยของสมเด็จพระสังฆราช
ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2541 โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมในการประชุมครั้งที่ 6/2541 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2541[1]
สมเด็จพระราชาคณะ
1. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
2. สมเด็จพระสังฆราช
3. สมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ (ตามอาวุโสโดยสมณศักดิ์)
พระราชาคณะ
4. พระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ
5. พระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นสัญญาบัตร
6. พระราชาคณะ ชั้นธรรม
7. พระราชาคณะ ชั้นเทพ
8. พระราชาคณะ ชั้นราช
9. พระราชาคณะ ชั้นสามัญ
– พระราชาคณะปลัดขวา-ปลัดซ้าย-กลาง (พระสมุหวรคณิสสรสิทธิการ วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระปลัดกลาง รูปแรก)
– พระราชาคณะ รองเจ้าคณะภาค
– พระราชาคณะ เจ้าคณะจังหวัด
– พระราชาคณะ รองเจ้าคณะจังหวัด
– พระราชาคณะ ชั้นสามัญเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
– พระราชาคณะ ชั้นสามัญเปรียญ ป.ธ.9ป.ธ.8ป.ธ.7ป.ธ.6ป.ธ.5ป.ธ.4ป.ธ.3
– พระราชาคณะ ชั้นสามัญเทียบเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
– พระราชาคณะ ชั้นสามัญเทียบเปรียญ
– พระราชาคณะ ชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
– พระราชาคณะ ชั้นสามัญยก
พระครูสัญญาบัตร
10. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะจังหวัด (จจ.)
11. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะจังหวัด (รจจ.)
12. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (จล.ชอ.)
13. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ (จอ.ชพ.)
14. พระครูสัญญาบัตร เทียบเจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ (ทจอ.ชพ.)
15. พระครูปลัดของสมเด็จพระราชาคณะ
16. พระเปรียญธรรม 9 ประโยค
17. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท (จล.ชท.)
18. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก (จอ.ชอ.)
19. พระครูสัญญาบัตร เทียบเจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก (ทจอ.ชอ.)
20. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นตรี (จล.ชต.)
21. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นโท (จอ.ชท.)
22. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (รจล.ชอ.)
23. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท (รจล.ชท.)
24. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นตรี (รจล.ชต.)
25. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ หรือเทียบเท่า (ผจล.ชพ. หรือทผจล.ชพ.)
26. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ หรือเทียบเท่า(ผจล.ชอ.วิ. หรือ ทผจล.ชอ.วิ.)
27. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก หรือเทียบเท่า (ผจล.ชอ. หรือทผจล.ชอ.)
28. พระครูปลัดของพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ
29. พระครูปลัดของพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นสัญญาบัตร
30. พระครูฐานานุกรมชั้นเอกของสมเด็จพระสังฆราช
31. พระเปรียญธรรม 8 ประโยค
32. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท หรือเทียบเท่า (ผจล.ชท. หรือทผจล.ชท.)
33. พระเปรียญธรรม 7 ประโยค
34. พระครูปลัดของพระราชาคณะ ชั้นธรรม
35. พระครูฐานานุกรมชั้นโท ของสมเด็จพระสังฆราช (พระครูปริต)
36. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก (รจอ.ชอ.)
37. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอ ชั้นโท (รจอ.ชท.)
38. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (จต.ชอ.วิ.)
39. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก (จต.ชอ.)
40. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นโท (จต.ชท.)
41. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นตรี (จต.ชต.)
42. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก (จร.ชอ.)
43. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (จร.ชท.วิ.)
44. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท (จร.ชท.)
45. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นตรี (จร.ชต.)
46. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ (รจร.)
47. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ (ผจร.)
48. พระเปรียญธรรม 6 ประโยค
49. พระเปรียญธรรม 5 ประโยค
50. พระครูปลัดของพระราชาคณะ ชั้นเทพ
51. พระครูปลัดของพระราชาคณะ ชั้นราช
52. พระครูวินัยธร
53. พระครูธรรมธร
54. พระครูคู่สวด
55. พระเปรียญธรรม 4 ประโยค
56. พระปลัดของพระราชาคณะ ชั้นสามัญ
57. พระเปรียญธรรม 3 ประโยค
58. พระครูรองคู่สวด
59. พระครูสังฆรักษ์
60. พระครูสมุห์
61. พระครูใบฎีกา
62. พระสมุห์
63. พระใบฎีกา
64. พระพิธีธรรม
ที่มา: เว็บไซต์สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ

มุมมองนักคิดและนักปราชญ์เกี่ยวกับประเทศไทย

ผมอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสได้รับฟัง เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้ดีขึ้น

 

มอบรางวัลตอบคำถามคณิตศาสตร์ โรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ ครั้งที่ 3

ในวันนี้ (4 มกราคม พ.ศ. 2556) กับบรรยากาศช่วงปีใหม่ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้จัดพิธีมอบรางวัลการตอบคำถามชวนคิดพิชิตคณิตศาสตร์ ครั้งที่ 3 ขึ้น

โดยพิธีมอบรางวัลในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการโรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ ผู้อำนวยการภิญโญ จินตนปัญญา เป็นเกียรติในการจับสลากและมอบของรางวัลให้กับนักเรียนทั้งในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย รวมทั้งสิ้น 6 รางวัล

สำหรับผลการตอบคำถามในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีนักเรียนที่ตอบถูกต้อง จำนวน 9 คน จากผู้ส่งคำตอบทั้งสิ้น 48 คน และผู้โชคดี 3 คนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ได้แก่

นางสาวพรณภัทร อากาศไชย นักเรียนชั้น ม.3/1
นางสาวอรสุดา ภักดีเทพ นักเรียนชั้น ม.3/1
เด็กหญิงอิสริยา นิลแก้ว นักเรียนชั้น ม.2/1

ทุ่งยาวผดุงศิษย์ รางวัลตอบคำถามคณิต ครั้งที่ 3 (1)

รูปที่ 1 นางสาวพรณภัทร อากาศไชย นักเรียนชั้น ม.3/1

ทุ่งยาวผดุงศิษย์ รางวัลตอบคำถามคณิต ครั้งที่ 3 (2)

รูปที่ 2 นางสาวอรสุดา ภักดีเทพ นักเรียนชั้น ม.3/1

ทุ่งยาวผดุงศิษย์ รางวัลตอบคำถามคณิต ครั้งที่ 3 (3)

รูปที่ 3 เด็กหญิงอิสริยา นิลแก้ว นักเรียนชั้น ม.2/1

สำหรับผลการตอบคำถามในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีนักเรียนที่ตอบถูกต้อง จำนวน 9 คน จากผู้ส่งคำตอบทั้งสิ้น 13 คน และผู้โชคดี 3 คนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ได้แก่

นางสาวสุกัญญา ทองยัง นักเรียนชั้น ม.4/3
นายจิรวัฒน์ หูเขียว นักเรียนชั้น ม.4/3
นางสาวธนาภรณ์ สรรเพชร นักเรียนชั้น ม.4/3

ทุ่งยาวผดุงศิษย์ รางวัลตอบคำถามคณิต ครั้งที่ 3 (4)

รูปที่ 4 นางสาวสุกัญญา ทองยัง นักเรียนชั้น ม.4/3

ทุ่งยาวผดุงศิษย์ รางวัลตอบคำถามคณิต ครั้งที่ 3 (5)

รูปที่ 5 นายจิรวัฒน์ หูเขียว นักเรียนชั้น ม.4/3

ทุ่งยาวผดุงศิษย์ รางวัลตอบคำถามคณิต ครั้งที่ 3 (6)

รูปที่ 6 นางสาวธัญทิพ แซ่เขา รับรางวัลแทนนางสาวธนาภรณ์ สรรเพชร นักเรียนชั้น ม.4/3

เพิ่มเติม รายละเอียดของคำถามชวนคิดพิชิตคณิตศาสตร์ครั้งที่ 3 คลิก

ร่วมตอบคำถามวิชาคณิตศาสตร์ ชิงรางวัล ครั้งที่ 3

เชิญชวนนักเรียนโรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์ตอบคำถามวิชาคณิตศาสตร์ชิงรางวัล

โดยนักเรียนที่สนใจสามารถนำคำตอบมาส่งได้ที่กล่องรับคำตอบหน้าห้องบริการ 

กติกา ให้นักเรียนตอบคำถามทั้ง 2 ข้อ ลงในกระดาษให้ถูกต้อง พร้อมทั้งเขียนชื่อ นามสกุลและชั้นเรียน แล้วนำมาหย่อนลงในกล่องรับกระดาษคำตอบ

คำถามระดับชั้น ม.ต้น

1. กำหนดคะแนนสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน 12 คน ดังนี้
11, 13, 17, 12, 13, 19, 20, 12, 10, 15, 16, 18 คะแนน
ผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ยเลขคณิตกับมัธยฐานของคะแนนสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมีค่าเท่าใด

2. จากรูปสี่เหลี่ยมที่กำหนดให้ต่อไปนี้

ตาราง นักเรียนสามารถนับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสได้ทั้งหมดกี่รูป

คำถามระดับชั้น ม.ปลาย

1.   ถ้า  f = {(1, 3), (2, 4), (3, 1), (5, 2)}
g = {(1, 2), (2, 3), (4, 1), (5, 4)}
และ     h = {(2, 4), (3, 1), (4, 2), (5, 1)}
แล้ว (fog) + h มีค่าเท่าไร

2. ผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์ของนายคณิต ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นดังนี้

รหัสวิชา

ค31101

ค32101

ค31102

ค31202

จำนวนหน่วยกิต

1

1.5

1

1.5

เกรด

2.5

3

3.5

2

เกรดเฉลี่ยของวิชาคณิตศาสตร์ของนายคณิต ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่าไร

หมดเขตส่งคำตอบวันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555 จับรางวัลผู้โชคดีวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555